ปีศาจแดงและลิเวอร์พูลพลาด 2 คะแนน

ผลเสมอ 1-1 จากโรงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดเหย้าและก็เยือนครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 1988 เป็นต้นมา ปกติไม่ค่อยเสมอกลับ จะต้องมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
นอกเหนือจากตัวเลขนี้…นักสถิติแดงเดือดรับรองว่า เจมส์? ไม่ลเนอร์ รักษาสถิติถ้าหากเขายิงได้โอกาสจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัด (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิล คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนใดกัน
ที่นับว่าโชคดีของชาวหงส์คือประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่งั้นโดนจำไปชั่วชีวิต
ก่อนเกมนี้ทิศทาง, กระแส ความสนใจ และก็การฟันธง เข้าข้างไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความมีชัย 7 นัดรวดในลีก และก็อีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดสม่ำเสมอ แถมแพ้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กับคนใดกันพวกเรายังจำไม่ได้
โชเซ มูรินโญ ปรับกลุ่มของเขาได้ดีขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านไป กลุ่มของเขาไม่แพ้คนใดกัน 16 นัดตั้งแต่เมื่อแพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แม้กระนั้นสำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งล่าสุดคือเชลซี "หัวหน้าฝูง" โน่นยิ่งทำให้ดูภาพแจ่มกระจ่างเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียเพียงแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยแปลงเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ จำเป็นจะต้องเร่งปรับแต่งโดยเร่งด่วน
ไม่งั้นเป้าหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะภายหลังแมนฯซิตี้ เสียท่าโดนเอฟเวอร์ตันถล่มเปรอะ 4-0 ทำให้พวกเขาร่วงมาเป็นกลุ่มชั้นห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
ในขณะนี้สื่ออังกฤษเดา ฟันธงว่า สองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลและก็จ่ายค่าจ้างผู้ฝึกสอน ได้โอกาสแย่งชั้น 5 กัน ยอดเยี่ยมของสองกลุ่มนี้คือไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ จนกระทั่งจะมีการปรับปรุงผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเหมือนกันในความมีชัย 6 นัดรวดของพวกเขากลับยังย่ำอยู่ที่ 6 เหมือนเดิม ต่อให้เกมล่าสุดถ้าหากชนะลิเวอร์พูลได้ บางทีอาจมีหวังไกลกว่านี้แม้กระนั้นก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 จนราวกับความมีชัยรวดที่ผ่านมาไม่มีคุณค่าอะไร
ข้อเท็จจริงมันก็มีค่า…แม้กระนั้นเป็นเนื่องจากต้นซีซั่นทำแต้มหกหล่นไปมาก ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันก็เลยยังอยู่กับที่ ชั้นอยู่กับที่แม้กระนั้นถ้าหากดูมุมบวก "ช่องว่าง" ลดลงไปมาก จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นกลุ่มเดียวที่ทิ้งห่างจนแทบหมดโอกาสไล่…แม้กระนั้นชั้น 2 นั้นยังมีหวังครับ
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายยิ่งกว่า และก็คิดไปทีละลำดับขั้นคือในขณะนี้ไล่สองกลุ่มนี้ให้ใกล้และก็หาจังหวะแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัด ผมเชื่อว่า "ปีศาจร้ายแดง" เป็นไปได้มากกว่าชั้น 4 อย่างที่สื่ออังกฤษดูและก็ฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ และก็แมนฯซิตี้ทิ้ง
ในขณะนี้เป้าหมายสองกลุ่มนี้คือลดช่องว่างกับกลุ่มลุ้นแชมป์ลงก่อน แล้วค่อยรอดูว่าสถานการณ์และก็ฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อสิ้นสุดมี.ค. ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แม้กระนั้นรู้เรื่องมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามฟุตบอลมาเป็น 30-40 ปีตลอดชีวิต
เพียง…ผมเพียงแค่ไม่เชื่อว่าพวกเราจะไปกาชื่อสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกมาจากกลุ่มผู้นำ ขอรอดูอีกสักระยะ เนื่องจากตอนสองเดือนจากนี้คือตอนทำแต้ม เร่งเครื่องยังไงครับ มันคือตอนที่น่าดึงดูดอย่างมากต่อเป้าหมายของพวกเขา
โน่นคืออนาคต…แม้กระนั้นอดีตกาลที่พึ่งจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่คนจำนวนไม่น้อยเล่าขานว่าสนุกสนาน ตื่นเต้น ตื่นเต้น ไม่เคยทราบคนใดกันชนะหรือแพ้ ต่อให้ 10 นาทีท้ายที่สุดตอนที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมเห็นว่า เจอร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อรอคอยสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณอยากได้ชนะ

โอเค…ก่อนเกม "ปีศาจร้ายแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นก็เลยไม่ต้องสงสัยว่าทำไมแวดวงลูกหนังบ้านพวกเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากกว่าลิเวอร์พูล กระทั่งตัวผมเองยังเห็นว่า จังหวะกลับบ้านมือเปล่ามีสูง เต็มที่ก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อเจอลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะ มาร์กซิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน คือสามแนวรุกด้านหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา คือสามแดนกึ่งกลาง ด้านหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ หามซ้ายเปลี่ยน ดาร์เมียน ลงเล่น
ในตอนที่ เจอร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่เดากัน โอริกิ, ฟีร์มีโน และก็ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก เนื่องจากเขาอยากได้ใช้แดนกึ่งกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยแดนกึ่งกลางทำให้ เอมเร ชาน กับ จินี ไวนัลดุ้ม ดูดำเนินการง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แม้กระนั้นแทกติเตียนที่ใช้คือรับแล้วรอคอยสวน ไล่เพรสซิง แดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสซิงแดนกึ่งกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้โดยมาก รอคอยแมนฯยูฯ พลาด เกมในช่วงหลังตอน 25 ท้องนาตอนแรกก็เลยออกแทรก

กระทั่งความบกพร่องอย่างเกินจริงของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดโทษ เนื่องจากมันต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครแย้งได้ และก็ใสสะอาด ไม่ลเนอร์ รับฆ่าไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 โน่นยิ่งทำให้การครองบอลของปีศาจร้ายแดงมีมากกว่า แม้กระนั้นยิงจังหวะแรกเข้ากรอบคือช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แม้กระนั้นวันนี้ ไม่นโญเลต์ หรือ ไม่นนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…และก็จังหวะหลุดคนเดียวของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การควบคุมจุดโทษ คุ้มครองฟรีคิกและก็เตะมุม ไม่นนี ทำเป็นดีพอควร ไม่มีลูกเหวอ หรือโฉ่งฉ่าง ทดลองตรงข้ามถ้าหากเป็น ไอ้หล้อ ค้างริอุส ผมว่าคงจะโดนลงโทษ ซึ่ง ค้างริอุส จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆอย่างต่ำอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้ไม่โญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ช่วงหลัง มูรินโญ ตกลงใจเปลี่ยน คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกึ่งกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกช่วยเหลือ อิบรา มากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาก็คือ อิบรา ไม่ได้บอลมากซักเท่าไหร่ เขาจำเป็นต้องถอนต่ำมาหาจังหวะเล่นเอง ซึ่งทำเป็นดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นและก็เหนือกว่า เพียงจังหวะท้ายที่สุดผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปๆมาๆ
ถามว่าเกมออกแทรก และไม่ห่างกันมาก ตามแทกติเตียนกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีพากเพียรเดินเกมรุก โดยเฉพาะตอนนาทีที่ 50-60 บีบคั้นหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่รุดหน้า แทบไม่ได้โต้เลยครับ จน คูติเตียนนโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกไม่ได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีเบาๆไปเลย แปลงเป็นหงส์ได้เล่นบอลมากขึ้นเรื่อยๆ คุมเกมมากขึ้นเรื่อยๆ แถมมีจังหวะโต้ สวยๆสองสามครั้ง แม้กระนั้นปัญหาก็คือ ความไม่เริ่ด ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ทั้งๆที่แดนกึ่งกลางนั้น ป๊อกบา เล่นต่ำลงยิ่งกว่ามาตรฐาน แปลงเป็นส่วนเกินของแทกติเตียนกนัดนี้ เล่นไม่ได้เลย พากเพียรครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดผลดีนานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่รุดหน้ามากกว่าต้นช่วงหลัง
จน มูรินโญ จำเป็นต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาตอน 15 นาทีท้ายที่สุด ถอด ดาร์เมียน ออก และก็บอมบ์ลูกโด่ง เพื่อบีบคั้นกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่งFun88ณ จุดนี้ ตั้งแต่ดูหงส์ปีนี้มา ทุกนัด ใน 21 นัด เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนบีบคั้น
ทั้งเสียแบบมีเหตุมีผลและก็ไม่มีเหตุผล ราวกับเกมล่าสุดที่ คลอปป์? พากเพียร รักษาพื่นที่แล้วรอคอยสวน แม้กระนั้นสวนไม่ได้ เนื่องจากบอลไม่แม่น ไม่คมเพียงพอ ทำให้โดนบีบคั้นให้ต่อกรกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง เน้นย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว และก็เปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว เดี๋ยวรู้่เรื่อง

จริงๆครับ..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุมีผลในการเสียและก็มาจากความไม่รัดกุมในการป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน เกาะติด เฟลไลนี ห่าง ทั้งๆที่ทราบดีว่าหมอนี่ สูง แม้กระนั้นยืนห่าง ยิ่งทำให้คุ้มครองยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสะบัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ขอบเส้นข้างหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าหา อิบรา
ความเก่งกล้าของ อิบรา คือย่อตัวโหม่งให้โด่งและก็ห้อย เนื่องจากจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด และก็นั่นเพียงแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีมาก การโหม่งห้อยของเขา มันคือการได้เปรียบ ณ จุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาคือคนที่ช่วยตัดสินประตูสำคัญให้ผี ด้วยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของเขาเอง
1-1 ตอนนั้น ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯ คิดชนะได้เลย และก็พวกเขาก็จำเป็นต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แม้กระนั้น จินี ที่รับบอลในจุดโทษจาก เอมเร ชาน ดันคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งครับไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันคือการคืน เดเคอา มากกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่พอใจอีกแบบเนื่องจากเป้าหมายเกมนี้คือชนะ ในตอนที่ คลอปป์ ไม่พอใจอีกแบบเนื่องจากแทกติเตียนกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดจังหวะของ อิบรา และก็ มิคกี้ ลง เพื่อกองหลังแบกภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ ได้โอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แม้กระนั้นจุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำกลุ่มในจุดโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา และก็ มคิทาร์ยานคลอปป์ ก็เลยไม่พอใจกับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขาเห็นว่าดียิ่งกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกติเตียนกของหงส์แดง ทำเป็นดียิ่งกว่า ในรูปร่างของการรับแล้วรอคอยสวน เล่นเพื่อทำลายประสิทธิภาพ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนตัดออกไปจากเกม ซะเป็นส่วนมาก
เพียงสิ่งที่เห็นชัดคือ ถ้าหากคาดหมายว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงจะต้องมีความเริ่ดในการเล่นมากกว่านี้
เอมเร ชาน ….ยังมั่วๆซั่วๆเหมือนเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากันเพื่อน เฮนโด ยกโทษเ้พราะหายกลับมา แม้กระนั้นมีส่วนในเกมมาก จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ด้านหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
คือกลุ่มคลอปป์ เบรกและลดประสิทธิภาพนักฟุตบอลผีเจริญพอใช้ได้ แม้กระนั้นเมื่อคิดถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดประสิทธิภาพไป คนจำนวนไม่น้อยบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่ๆ ผมเห็นด้วย ถ้าหากมี มาเน่ อยู่ ประสิทธิภาพเกมรุกจะดียิ่งกว่านี้ ด้วยเนื่องจาก อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นแดนกึ่งกลาง เอมเร ชาน จะเป็นผู้เล่นสำรองแม้กระนั้นไม่เป็นประโยชน์ไปคิดถึงนักฟุตบอลที่ไม่ได้ลงสนาม
กลุ่มคลอปป์ เล่นได้ตามแทกติเตียนกของเขา แม้กระนั้นมันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มร้อนแรงได้ แม้ มูรินโญ จะพากเพียรบอกข้างหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาคงจะลืมหรือละเลยไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบหยุดรถบัสในช่วงหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดประสิทธิภาพของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูติเตียนนโญไม่ว่าใดๆก็ตาม ทั้งคู่กลุ่มไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดเนื่องจากกลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แม้กระนั้นข้อเท็จจริง มันคือเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร ราวกับที่ มูรินโญ บอก หากพวกเรานับจังหวะการส่งบอล บกพร่อง, การเลี้ยงที่ไม่รับประทานตัวกันง่ายๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพฟุตบอล แม้กระนั้นเป็นเกมที่สนุกสนานในความหมายของแดงเดือด เนื่องจากบอลไปเร็ว สองกลุ่มเปลี่ยนกันแทงอลในแดนกึ่งกลางด้วย ไม่ราวกับแดงเดือด ยุค มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเร้าใจในเกมภายหลังแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกลุ่มนำไม่ได้ยังอยู่ที่ 6
       

ถั่วน้อย กลับมา ผีแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างหนัก
ครั้นเมื่อจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีแดงอยู่ที่กองหน้าก็อาจกล่าวได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงตรอกตาข่ายได้โดยตลอด
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขัดสนขึ้นมาในทันที
เว้นเสียแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นชนิดหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วย คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล แต่ในตอนนี้ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อโดนจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว & ฉะนี้
จึงคาดคะเนได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากด่วนในฤดูหน้า เป็นนักเตะชนิดดาวถล่มประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาการร่วมรสกับภูติผีแดงอย่างสนุกครึกโครมไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนกระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมยโสให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำได้เพียงแค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 ครั้งต่อๆกันทำนองว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้งทุ่งนาต่อนี้ไป ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้เป็นอย่างมาก ถ้าหากเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นสมาชิก นักเตะชาวจังโก้เก๋ผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราว 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่ผ่านมาที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มไปหลายคนหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดู 2015-16 เอ่ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อ
ฤดู 2010-11 นักเตะที่เพื่อนร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" รัวไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างคงทนไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แม้กระนั้นเมื่อลงมาเป็นตัวสำรองแล้วมักทำคะแนนได้ไม่ต่างอะไรจากอาวุธลับของภูติผีแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำคะแนนของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
ก็แค่ถ้าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าในฤดูสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ น้อยลงไปเรื่อยๆ ประการหนึ่งบางทีอาจเพราะการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในช่วงเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดอย่างเดิม แม้กระนั้นอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปด้วยเหมือนกัน
ฤดูสุดท้ายของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 9 นัดหมายเท่านั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาภูติผีแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 6 นัดหมายเท่านั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียง 4 ประตูเท่านั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อีกทีเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่เทือกเถาเหล่ากอสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม ลุงอ้วนแกจึงตัดสินใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "พระราชาชุดขาว" ทั้งผอง 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้าหากมีความคิดว่าชีวิตส่วนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็ถือว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้เก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งผอง 3 นัดหมาย จนกระทั่ง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถ่ม! จนกระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบคัดเลือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พรรคพวกภูติผีแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง ภายหลังกลุ่มตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดลูกโทษ แม้กระนั้นคุณพี่เขาดันสังหารพลาดกล้วยๆซะแบบนั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปมองตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ดุจดั่งเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นลุงอ้วนเหน็บเขมือบส์แกก็ตัดสินใจปลดปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนมากบางทีอาจเสียดาย แม้กระนั้นขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาลัยอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยรวมทั้งยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งผอง 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำคะแนนที่สูงพอสมควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติรวมทั้งค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาลัย ขึ้นมาในทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางสรรเสริญที่ปรึกษาภูติผีแดงคนเก่าว่า "แกขายออกไปได้ยังไงครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุดังกล่าวไม่จำต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนมากอาจแบบเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็อาจไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แม้กระนั้นอาจสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่นอน) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความชำนาญความรู้ความเข้าใจส่วนตัวค่อนข้างจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระชากบอลหนีคู่แข่งขันหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่งขัน – จับบอลก็โดกเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นยำสักเท่าไหร
คุณลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงจุดเดียวเป็นการทำคะแนนในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอๆกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในชนิด "จิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"พูดง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือถ้าหากฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือเพื่อนร่วมกลุ่มไม่สามารถเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำคะแนนได้มากเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือที่หมดคุณประโยชน์ในทันที โดย 12 นัดหมายปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองนั่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะอะไร หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม รวมทั้งต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษมานะเสนอแม้กระนั้นสถิติที่สวยงาม เป็นต้นว่าการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่แกยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นการสงครามภไม่ลำแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงบางทีอาจมิได้แสดงว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" พึ่ง 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็อาจไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็อาจไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะสมกับกระบวนการเล่นบอลแบบเน้นย้ำการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แม้กระนั้นคงจะเหมาะสมกับทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งขันอย่างรวดเร็วรวมทั้งน้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกเยอะขึ้นเรื่อยๆ

อองตวน กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ปีศาจแดง

ตอนนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ปัจจุบันสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมทั้งนักข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ปีศาจร้ายแดง’ บรรลุข้อตกลงพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อถิ่นกำเนิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เนื่องจากว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
หากจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวสารและก็กระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามสถานการณ์มาเรื่อยๆและก็การตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก และก็อยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุผลที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนถึงในเวลานี้ก็เกือบจะๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับตราหมี และก็ผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน แต่ว่าก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาจึงได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้าหากว่ากลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกไม้โบกมือลาโอกาสคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเช่นเดียวกับสถานการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เนื่องจากว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และก็สหายๆดันแพ้ค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปจัดว่ายากมากมาย โอกาสหยุดป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่ว่าเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยการบรรลุผลที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เนื่องจากว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะและก็การยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยๆจัดว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบจะ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากชื่อเสียง และก็ศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายเหมาะจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็จัดว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าแรงงานเป็นอย่างมากเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าแรงงานนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในขณะนี้ จัดว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าแรงงานสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าหากจะอัพให้มากกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินครัดเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากกว่า 6 ล้าน ถ้านักฟุตบอลรายใดที่อยากได้ได้มากกว่า ก็มีแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก สมัยก่อนสองหัวหอกต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าแรงงานที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า ทั้งๆที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงและก็เล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีหัวใจสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ และก็เชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสบายกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ก็แค่ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกังวลที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูจะเป็นการสันนิษฐานที่มัว เนื่องจากว่านานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้องดเว้น ขอเพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? หากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าหากลงเอยแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “หากเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาบ่อยครั้งแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้เช่นนี้โดยส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวและก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่รอฟังคำแนะนำ

กฎอะเวย์โกล…เวิร์คหรือไม่

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะมีผลให้อ่างชามยักษ์เงียบกริบโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์คิดว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงทีมที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับโอกาสเพียงการเสียลูกเดียว??

เวลานี้เข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงหน่อยเดียว โน่นเป็นว่านายทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเกิดมั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่แห่งไหน นี่เป็นชมรมหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งหมายครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าข้อด้อยเป็นหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อโต้แย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกคราวด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังนึกออก แต่ว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็ขุ่นเคือง ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรได้เตะขยายเวลาเนื่องจากเสมอกัน 1-1 ถ้าเกิดเพียงกติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นได้ที่ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมชนิดนี้

ปัญหาคือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าเกิดมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี ด้วยเหตุว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นหนแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน ยุคเก่าจะต้องคิดภาพตามว่ายุคสมัยโบราณที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่ทีมใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อกำหนดของเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจากนี้ ตามความเชื่อถือของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ทุกวันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ทดลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบงั้น

ถ้าเกิดโน่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันด้านในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าเกิดไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจะต้องขยายเวลาด้วยเหตุว่าเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' ครับ ด้วยเหตุว่าการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดการณ์สถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามเวลานี้ๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

ด้วยเหตุว่ากฎอะเวย์โกลทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้อุบายใดสู้ ครั้งคราวมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าเกิดจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ถ้าหากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนี้จากผลการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 แล้วก็รอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่าทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบเยอะแยะกว่า หรือครั้งคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างครั้งคราวก็ดูเชิงกันบ้าง ครั้งคราวก็เน้นแท็กติกกันเยอะแยะไป แล้วก็ครั้งคราวร่างกายที่เพิ่งลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แต่เพียงพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ฉันรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารแล้วก็พุธก็เดินตามแนวคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจโอดครวญถึงโอกาสเป็นอันมากในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ตอนหนึ่งก็ดูเหมือนจะขาดความกรุณาปรานีเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะเป็นต่อ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กโน่นแล

ถ้าเกิดด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ที่เรื่องวิวัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน ยกเว้นในทางทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าเกิดประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักรังควานพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความปรารถนา เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ช่วงนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าทีคอตกของนายทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนถึงทำให้บินต่อไม่ได้ ในขณะที่ดอกไม้อันงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แต่มันก็บางทีอาจจะดีมากกว่าเตะจุดลูกโทษถ้าเกิดไตร่ตรองเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความจัดแจงของทีม

ถ้าเกิดผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะค้าน

เนื่องจากมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่ มูรินโญ่กับปีศาจแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เพราะประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แต่ควรทำได้ดีมากยิ่งกว่านี้ โดยมองดูจากกลุ่มกำลังพอดีแล้วก็ทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม เราเกือบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเขาอาจใส่ใจดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้สัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : เพราะอะไร ในปีหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งามอย่างเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่กระจ่างเป็น บอลแปรไปมาก แล้วก็การแข่งขันไม่ได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความโหฬารอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจดี ผมทราบว่างานผมจะยาก"
"หากคุณจำได้ทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้จองหองเลย ผมทราบว่าคำกล่าวผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ปัจจุบันนี้" แต่ผมมีความคิดว่า ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำต้องบอกแบบงั้น แต่ผมทราบว่ามันยาก"
"ผมทราบว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแต่ผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เพราะผมมีความคิดว่ามันถูก"
นี่เป็นการพูดของคนที่ใส่ใจทราบ มีสติสัมปชัญญะครบบริบรูณ์ มูรินโญ่ไม่ได้จองหองอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มในเวลานั้นจะเป็นอย่างไรก็ดี แล้วก็เขาทราบว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยากได้ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหายหิว แล้วก็ความเอาจริงเอาจัง ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"หากผมวิเคราะห์ตนเอง ผมมีช่วงประสบผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มากมาย แต่ผมไม่ได้มีความสุขเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำขณะนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากยิ่งกว่านั้นได้ แต่ณ เวลานี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ นั่นเป็นพากลุ่มชนะแล้วก็ได้แชมป์"
แปลว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบว่าตนเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตนเองยังไม่เต็มกำลังกับการคุมกลุ่ม แต่ปัจจุบันนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ทั้งที่สถานการณ์แล้วก็โอกาสการได้แชมป์ของภูติผีปีศาจแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การเชิดชูที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เพราะมันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจำต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็ทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากมายในอาชีพของผมแล้วก็ผมเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระทั้งจนกระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" แล้วก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขาประทับใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีทางลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณอาจหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความทรงจำที่กระจ่างของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในตอนที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีต่อมาเป็นนรก!!"
"ตามเดิมแล้วหากเรายิงประตูในนาที 88 คู่ต่อสู้ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราจำต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจำต้องไปยืนคุมเสา เรามีความคิดว่ามันอาจจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในช่วงเวลานั้นเจริญ"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นนรกของเราเลย นรก!!!"
สถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามที่นี้ในฐานะกุนซือคู่ต่อสู้ ตอนนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"ยินดี ผมมีความภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากมาย มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินอายเลย ไม่นิดหน่อย ผมแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ แล้วก็นิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ยินดีมากด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปจนกระทั่งยามค่ำคืนท้ายที่สุดของผม มันต้องเป็นแบบงั้น ผมไม่ชอบช้าผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรลดน้อยลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีคนที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายๆคนคอยโอกาส หลายๆคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ทางเลือกก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เพราะมีนักเตะเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"หากคุณไปไล่มองในความเป็นมาดาวรุ่งของสโมสร คุณจะพบ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่แล้วปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนมาก พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่เคยทราบสึกบีบคั้น ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ต่อสู้ก็ไม่เคยรู้ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่เราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางเวลาบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนตรงนี้เข้าใจดีถึงวิถีทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูท่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในช่วงเวลานั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยือน เขาพยายามอดทน พยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้เดี๋ยวนี้ แต่หากผมประสบผลสำเร็จเดี๋ยวนี้ผมอาจขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ตรงนี้ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากได้เวลาสักนิดสักหน่อย ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในการทำกลุ่มกลับมาประสบผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยากได้ ไม่ใช่ในตอนที่ผมอยากได้ เพราะผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

มหัศจรรย์ของจิ้งจอกสยาม

ขอบอกว่ามันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากนะครับ อัศจรรย์พอๆกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู รวมทั้งเสียเพียงแค่ 4 เม็ดแค่นั้น
พรรคพวกจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายกระทั่งแทบมั่นอกมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าเกิดพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดู เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ปกป้องแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อแบบเดียวกันนะครับว่าเรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จะต้องเชื่อ เพราะเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมดทั้งปวง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เพียงแค่ 5 นัดหมายแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ เจอความปราชัยถึง 7 นัดหมาย รวมทั้งเสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะคนใดเลย
ผลงานล่มจมดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตนเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความชำนาญทางด้านเกมลูกหนังคนไม่ใช่น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาสาเหตุที่บอกว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความเสื่อมถอยอย่างงี้ ก่อนที่จะเจอสาเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงจูงใจ หลังพุ่งเข้าชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ย่อมระมัดระวังรวมทั้งเน้นหนักมากยิ่งขึ้นยามเจอกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งฯลฯ อาทิ "พลังงานอะไรบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกสยามที่เคยเจออย่างชุมในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แม้กระนั้นในชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจตรงไหน สิ่งที่เห็นเป็นการไล่ขย่มคู่ต่อสู้อย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ต่อสู้จะระมัดระวังอย่างจงหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าเกลียด แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดที่มาเข้าพบแล้วร้องขอให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษยัดเยียดข้อหาว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างงั้น
ก็เลยเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะเหตุว่ามันน่าสังเวช เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนใดรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะตัวของ รียาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกวานเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำลงมากยิ่งกว่าเดิมด้วย เพราะเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน เราก็อยู่ตรงนั้น
…ว่ารวมทั้งสถาปนาตัวเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติเตียน ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างงี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดกันแค่นั้น
ยิ่งกว่านั้นจะต้องชื่นชมเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจะต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนประเทศอังกฤษแต่กำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันนี้อายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักเตะของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชหนแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มใครในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ เป็นคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เสร็จนะครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งนี่ก็แปลว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งนะครับ เพราะเหตุว่าเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างดังที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความเสื่อมถอยของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีผู้ใดดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอบอกว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าเกิดผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเหตุว่านี่เป็นสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงแค่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างงี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งทุ่งนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอปรี่ บางทีอาจจะงวยงงพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "เราทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละเป็นความลึกลับ ซับซ้อน ลึกลับทั้งซับซ้อนทั้งซ่อนเงื่อน สหายทรยศหักหลัง บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชนะครับ

ลิเวอร์พูลพลิกนำเฉือนหวุดหวิดเบิร์นลีย์ 2-1

ทีมลิเวอร์พูลที่แม้จะโดนลูบคมเสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม แต่ยังสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะได้สำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเจ้าบ้าน เปลี่ยนนักเตะจากเกมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชนะปืนใหญ่ 3-1 เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ ดีว็อก โอริกี ซึ่งได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่มีปัญหาบาดเจ็บ

ด้านทีมเยือนของ ฌอน ไดค์ ซึ่งเคยสร้างเซอร์ไพรส์เปิดบ้านชนะลิเวอร์พูล 2-0 ในนัดแรกที่พบกันของฤดูกาลนี้ ยังจัดทัพมาในระบบ 4-4-2 ฝากความหวังพังประตูไว้ที่คู่กองหน้าอย่าง อังเดร เกรย์ กับ แอชลีย์ บาร์นส์

ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น เป็นเบิร์นลีย์ที่ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ แม็ทธิว ลอว์ตัน เปิดบอลเรียดจากกราบขวาเข้ากลางให้ บาร์นส์ ล้มตัวพุ่งชาร์จระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เดอะ คลาเรตส์ออกนำ 1-0

หลังเสียประตู ลิเวอร์พูลก็พยายามครองบอลบุกเข้าใส่เพื่อหวังตีเสมอให้ได้ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 จากจังหวะที่ โอริกี เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยิงครั้งแรกไปติดบล็อค เบน มี แต่ลูกยังกระดอนมาหาหวดด้วยขวาดาบสองเข้าไปW88ทำให้จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 1-1

ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ยิ่งลุยบุกหนักกว่าเดิมเพื่อหวังเป็นฝ่ายแซงนำบ้าง ก่อนจะมาทำสำเร็จ ในนาทีที่ 61 จากจังหวะที่ โอริกี ไหลบอลให้ เอ็มเร จัน ซัดไกลด้วยขวาส่งบอลเรียดเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้ลิเวอร์พูลพลิกขึ้นนำ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นลิเวอร์พูลที่เฉือนชนะไปแบบหวุดหวิด 2-1 เก็บเพิ่มเป็น 55 แต้ม ยังรั้งที่ 4 ต่อไป ส่วนเบิร์นลีย์อยู่อันดับ 12 มี 31 คะแนนเท่าเดิม

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะขายมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานนักเตะเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

© 2017 ghostrackmovie.com

Theme by Anders NorénUp ↑